- ประเทศไทยเรามีรายได้จากขายตรงเมื่อปี 2008 หรือปีที่แล้ว เท่ากับ 1.583 พันล้านเหรียญเลย โอ้ เยอะมากนะครับ มีคนที่ทำขายตรงทั้งประเทศประมาณ 5 ล้านคน
- ประเทศไทยเรามีรายได้จากขายตรงเมื่อปี 2008 หรือปีที่แล้ว เท่ากับ 1.583 พันล้านเหรียญเลย โอ้ เยอะมากนะครับ มีคนที่ทำขายตรงทั้งประเทศประมาณ 5 ล้านคน
- ดูตัวเลขอาจจะไม่รู้สึกอะไร ลองดูตามรูปครับ อย่างประเทศ ญี่ปุ่นครับ มียอดขายตรง ปี 2006 มากกว่า 20 พันล้านเหรียญ แต่นี่สำคัญเลยครับ เค้ามีคนขายตรงจริงๆ แค่ 2.7 ล้านคนเท่านั้นเอง แปลว่าไรครับ คนที่ทำขายตรงที่เจแปน พุดง่ายๆ ต้องมีประสิทธิภาพมากกว่าไทย หรือไม่ก็เข้าต้องเข้าใจการทำงานตรงมากกว่าคนไทย ไม่ใช่ทำๆ เลิกๆ ทำๆ เลิกๆ T T
- หรืออย่างที่ประเทศอังกฤษครับมียอดขายมากกว่าเรา 2 เท่าได้ (3.5 พันล้านเหรียญ) เมื่อปี 2007 แต่มีคนทำขายตรงทั้งประเทศแค่ 4 แสนกว่าคนเองครับ =*=
- ส่วนประเทศที่มีการมูลค่าตลาดขายตรงมากที่สุด ไม่ใช่ใครอื่นครับ พี่ USA เรานี่เอง มีมูลค่าตลาดมากถึง 29.6 พันล้านเหรียญ มีคนทำขายตรงทั้งประเทศแค่ 15 ล้านคน เท่านั้น
- ดูโดยภาพรวมสรุปได้ง่ายมากครับ ว่า ประเทศในโซนยุโรป หรือเมกา หรือไม่เว้นแต่ประเทศญี่ปุ่น คนที่ทำงานตรงเค้ามีรายได้ต่อหัวมากกว่าเมืองไทยครับ เอาตัวมูลค่าตลาดหารด้วยจำนวนคนแล้ว
- อย่างที่ญี่ปุ่น คน 1 คนสามาถสร้างมูลค่าตลาดได้เท่ากับ 7407 เหรียญต่อปี
- ถ้าเทียบกับไทยแล้ว ของไทยอยู่ที่ 316.6 เหรียญเท่านั้นเองครับ ต่างกันเท่าไหร่ครับ ต่างกัน 23 เท่า
- หรือเทียบกับเพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซีย คน 1 คนของเค้าสามารถสร้างมูลค่าตลาดได้เท่ากับ 515 เหรียญ ซึ่งเกือบมากกว่าไทยเกือบ 2 เท่า !!!!
- หรือแม้แต่สิงคโปร์ที่มีมูลค่าตลาดไม่ถึงระดับพันล้าน ลองหารดูแล้ว คนสิงคโปร์ที่ทำขายตรง 1 คนสามารถสร้างมูลค่าตลาดได้ 471 เหรียญ T_T มากกว่าไทยอีกแล้ว
- สรุปได้เลยครับว่า ใน ประเทศไทย จริงๆ ตลาดขายตรงยังเติบโตได้อีกมาก แต่การทำขายตรงที่ผิดวิธี ส่งผลให้รายได้ของคนที่ทำขายตรงจริงๆ ควรจะได้ถ้าเทียบกับต่างประเทศแล้วยังน้อยมาก
ตลาดขายตรง USA
หลังจากวันนี้ไปทำงานที่ราชบุรี มาแถมดูตลาดหุ้นตกไปเกือบ 40 จุด ช่วงเวลาทำเงินกลับมาอีกรอบแล้ว ^^ ผมได้มีโอกาสไปอ่านการสำรวจตลาด Direct Sale ของ USA มาโดยสมาคมขายตรงของ USA หรือ Direct Selling Associtation (DSA) เป็นผู้จัดทำขึ้น โดยข้อมูลเป็นของปี 2007 ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของตลาดบ้านเราพอดี เลยอยากจะนำมาเสนอให้เพื่อนๆ ดูครับ











- ข้อมูลจากปี 1998 เห็นได้เลยครับการเติบโตของตลาดขายตรงทั่วโลกเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2007 มียอดขายมากก่า 114,00 พันล้านเหรียญครับ =.= แม่เจ้า มาอ่านกันต่อด้านในเลย
- หากดูจากจำนวนคนที่ทำธุรกิจขายตรงทั่วโลกแล้ว มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีครับ ในปี 2007 มีคนที่ทำธุรกิจขายตรงทั่วโลกประมาณ 62.7 ล้านคน
- อันนี้น่าสนใจมากครับ ที่ตลาดขายตรง USA คนที่ทำขายตรงเป็น ผช ถึง 87.9% มี ผญ ที่ทำขายตรงแค่ 12.1 % เท่านั้น
- มาดูระดับการศึกษาบ้าง ที่ USA คนที่ทำขายตรงส่วนใหญ่ จะเป็นคนที่จบ ป.ตรี ครับ (32%) และลองลงมาคือจบพวก ปวส หรือ พาณิชย์ ถึง 29% ครับ
- นอกจากนั้นคนทำขายตรงที่ USA ส่วนใหญ่เป็นคนที่แต่งงานแล้วครับถึง 77%
- อันนี้น่าสนใจไม่แพ้กัน ที่ USA เค้าว่ากันว่าคนที่ทำขายตรงส่วนใหญ่ใช้เวลากับธุรกิจนี้ ประมาณแค่ 1-4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (31%) โดยลองลงมาใช้เวลาประมาณ 5-9 ชม. ต่อสัปดาห์ หมายความว่า วันละประมาณแค่ 1 ชม.เองครับ
- แล้ววีธีการขายตรงของทาง USA อันไหนใช้มากสุด น่าจะเหมือนไทยนะครับหรือการขายแบบตัวต่อตัวประมาณ 64.5% และการขาย Paty plan หรือ การจัดกลุ่มขายสินค้าคิดเป็น 27.7%
- สินค้าอะไรที่ USA เค้าทำขายตรงมากที่สุด ยังเป็นเสื้อผ้าครับ และก็พวกของใช้ส่วนบุคคลคิดเป็น 32.8% =.= เอของไทยมีขายเสื้อผ้าแบบขายตรงหรือป่าวนะ รองลงมาเป็นพวกสินค้าสำหรับครอบครัวครับคิดเป็น 25.6%
- แล้วลองมาดูการเติบโต ไม่น่าสงสัยที่ปี 2007 อเมริกายอดขายจะลดลงจากปี 2006 ครับ โดย 2007 มียอดขายรวมอยู่ที่ 30.80 พันล้านเหรียญ ที่ลดลงน่าจะมาจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของอเมริกาเองครับ
- ถ้ายอดขายลดลง จำนวนคนที่ทำงานตรงของ USA ก็ลดลงในทิศทางเดียวกันครับ โดยลดลงประมาณ 0.2 ล้านคนหรือปรมาณ 2 แสนคนครับ
- มาดูอัตราการเติบโตบ้าง ถ้านับ 1 ปีที่ผ่านมา ลดลงไป 4.3% แต่ถ้านับ 5 ปีย้อนหลังมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 1.5% ครับ
- อันนี้น่าสนใจไม่แพ้กัน หากดูอัตราการเปลี่ยนแปลงแต่ละปี แน่นอนครับอัตราการเติบโตของคล้ายตรงลดลง 4.3% แต่ไม่ใช่แค่ขายตรงครับ พวกขายปลีกเองก็ลดลงจากเดิมดูเส้นน้ำเงินครับ
ทำไมหลายคนถึงไม่ work กับธุรกิจเครือข่าย
เพื่อนๆ เคยสงสัยป่าวครับ รอบๆ ตัวเราจะมีคนทำพวกธุรกิจเครือข่ายหลายคนเลย แต่ส่วนใหญ่ที่เราได้ฟังมา =.= 80% บอกว่าไม่เวิค ทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ผมก็เคยนั่งๆ คิด นอนคิด เพราะผมเคยก็เคยล้มเหลวกับการทำ MLM มาก่อน ถ้าไม่นับ หลักเกณฑ์ในการเลือกบริษัทที่ผมเคยกล่าวไปแล้ว แสดงว่ามันมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแหงๆ เลย แล้วผมก็พบความจริงบางข้อครับ % ประสบผลสำเร็จ ถ้าไม่นับบริษัทแล้ว ก็อยู่ที่ตัวพวกเราเองนี่แล่ะครับ ถ้าบริษัท เวิค แล้วทำไมเราถึงไม่เวิคกัน ผมมีสรุปให้ฟังดังนี้ครับ
1. ลืมไปครับว่ามาทำธุรกิจ
เป็นเหตุผลตลกๆ แรกๆ เลย ที่หลายคนมาทำธุรกิจเครือข่ายลืมไปครับว่าตัวเองมาทำธุรกิจ ไม่ใช่มาเล่นๆ งั้นการทำธุรกิจต้องการไรบ้าง การทำธุรกิจเครือข่ายก็แทบจะเหมือนกันเลยครับ ต้องการความตั้งใจ ต้องการเรียนรู้ ต้องการการลงทุน และต้องการการลงแรง - – หลายคนที่มาทำ แทบจะลืมที่ผมบอกไปหมด เพราะดันไปเจอ สโลแกน แปลกๆ ของบริษัทธุรกิจเครือข่ายบางบริษัท ยกตัวอย่างเช่น
นั่งกด internet แค่ 3 ชม. ก็ได้เงินเป็นแสน (อันนี้สงสัยชวนเล่นหุ้น)บริษัทของเราแผนการตลาดดีที่สุดในโลก ทำ 3 อาทิด รายได้เป็นหมื่นผลิตภัณฑ์ของเราผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด เป็นที่ต้องการของตลาดอ่านผ่านๆ ผมบอกได้เลยว่า การทำธุรกิจเครือข่ายไม่ใช่เป็นอย่างที่เค้าบอกมาเลยครับ ถ้าบริษัทดี ก็อยู่ที่ตัวเพื่อนๆ นี่แล่ะครับ แน่นอนครับธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่ลงทุนต่ำ ความเสี่ยงน้อย แต่ต้องการการลงแรงหมายถึงต้องเหนื่อยกับมันบ้างเหมือนกับการทำธุรกิจทั่วไปครับ ต้องการการฝึกอบรม ต้องการการกำหนดเป้าหมาย หลายคนบอกไม่จริง มี อันนี้ทำได้ อันนั้นทำได้ หลายคนบอก ไม่รู้สิครับผมไม่ค่อยเชื่อที่แค่คำที่เค้าเขียนเฉยๆ ปัจจุบันผมเล่นหุ้นผมก็ได้เยอะอยู่นะขาขึ้นเลยหละ (ช่วง นี้ยิ่ง 750 แล้ว แม่เจ้า) แต่ถามว่าเหนื่อยป่าว จะเหลือเหรอครับ ต้องทำการบ้านไปนั่งดูกราฟ วิเคราะห์เทคนิค คิดว่าราคาพรุ่งนี้เปิดเป็นไง จะซื้อเลยไหม เชคข่าว metastock เนี่ยอ่านยังกะหนังสือพิมพ์ นั่งเขียนสูตรเองทุกวัน เหมือนกันครับ ไม่ว่าทำไรต้องมีแผนงานชัดเจน2. ต้นอยู่ต้นสายถึงจะน่าทำ =.=
เป็น ความเชื่อผิดๆ ที่เล่าขานกันมาตรับ ว่า บริษัทที่น่าจะทำ คือบริษัท ที่เราสามารถเป็นต้นสายได้ก่อนคนอื่น -.- ไม่จริงหรอกครับ ไม่ว่าคุณมาช้ามาไว ก็สำเร็จได้ อย่างแรกเป็นปัจจัยของบริษัท ผลิตภัณฑ์ ผู้บริหาร แผนการตลาด แต่ถ้าที่ผมกล่าวมามันดี แล้วคุณไม่ทำไรเลย นั่งเล่นไปเล่นมา ต่อให้ต้นสาย 100 ปี ก็ไม่สำเร็จครับ บอก แล้วครับทำธุรกิจเครือข่าย ต้องเหนื่อยครับ ไม่ใช่เหมือนหลายๆ ท่านบอก สบายๆ อยู่บ้านก็รวยได้ ถามจริงๆ ครับมีงานไหนไม่เหนื่อยแล้วได้ผลตอบแทนเป็นแสนบ้างครับ ขนาดทำหอพักยังเหนื่อยเวลามารบกับคนในหอเลย3. ต้อง stock ของไว้ขายนะ
อันนี้ ถ้าเพื่อนๆ เจอบริษัทไหนที่เพื่อนๆ ต้องไป stock สินค้าแล้วต้องไปซื้อเก็บไว้เพื่อขายต่อ ผมว่าเลิกเหอะครับ บริษัทดีๆ สมัยใหม่ๆ เค้าไม่ทำไรโบราณแบบนั้นเลย ต้องไปเสียเงินเป็นหมื่นซื้อของมาเก็บ สุดท้ายมันก็จะอยู่มุมห้องเพื่อนๆ จนเพื่อนๆ เลิกทำนี่แล่ะครับ4. กลัวความลำบากครับ
หลายคนบอกว่ามีคนแบบนี้ในโลกด้วยเหรอเนี่ย มีจริงๆ ครับ คนทำธุรกิจเครือข่าย โดยเฉพาะคนที่โดนชวนมาแบบผิดๆ โดนหลอกมาว่า งานสบายๆ เดี๋ยวก็มีรายได้แล่ะ พวกนี้จะกัวความลำบากเป็นอย่างมาก พูดง่ายๆ ไม่อยากทำไรเลยครับ เคยเจอป่าวครับ ทีมเรามีคนที่บอกว่าจะทำรออัพไลน์ช่วยก่อนถึงจะทำ =.= ธุรกิจ เครือข่ายจะโตได้อยู่กับตัวคุณครับ เพราะคุณเองต้องไปถ่ายทอดทีมคุณต่ออีกทีเมื่อคุณมีทีมของคุณแล้ว 100% ของคนที่คิดแบบนี้ล้มเหลวครับ5 ไม่อยากรักษายอด
ลองมองแบบเป็นธรรมนะครับ เพราะผมได้ยินหลายคนชอบบอกว่า ทำไมชั้นหรือเราต้องรักษายอดด้วย =.= เหตุผลง่ายๆ เลยนะครับ บริษัทที่เราทำจะมีรายได้มาจ่ายเราได้ยังไง ถ้าบริษัทยอดขายตกลง ถ้าเพื่อนๆ เป็น sale ของบริษัทแห่งหนึ่ง ผมถามจากใจเลยครับ บริษัทเพื่อนๆ ไม่เคยบอกเพื่อนให้ทำยอด หรือรักษายอดขายแต่ละเดือนหรือครับ อย่างที่ผมบอก หลายคนลืมว่าตัวเองมาทำธุรกิจครับ เลยเอาความคิดแปลกๆ ใส่เข้าไป โดยไม่มองความจริงว่า เรากำลังอยู่ในธุรกิจเครือข่ายทุกบริษัทเปิดมาความจริงคือต้องการขายสินค้าครับไม่งั้นเค้าจะเปิดมาทำไม จะเป็นไปได้ยังไงที่ไม่ต้องรักษายอด แล้วถามเล่นๆ บริษัทเครือข่ายปกติสามารถทำธุรกิจอยู่ได้ยังไงครับ เอาเงินไหนมาจ่ายพวกเรา ง่ายๆ เลยครับก็มาจากยอดซื้อซ้ำของคนเก่า กับยอดซื้อใหม่ของคนใหม่ สะสมกันจนถึงยอดเป้าหมายและบริษัทเติบโตไปได้ แทน ที่จะห่วงกับการรักษายอด ผมว่าน่าจะสนใจยอดขายภาพรวมของบริษัทที่เติบโตได้ทุกปีจะดีกว่า ยอดที่เพิ่มขึ้น หมายถึงรายได้เราที่จะมากขึ้นด้วยครับผมเห็นหลายบริษัทบอก บริษัทเราไม่ต้องรักษายอด เยี่ยมครับ แล้วถ้าเกิดยอดขายตก บริษัทเคยคิดไหมครับว่าจะทำไง มีเงินมาจ่ายคนทำงานหรือป่าว ตอบไม่ได้ครับ เพราะคิดว่าแต่จะขายได้ =.= เลิกเลยครับถ้าบริษัทตอบแบบนี้ว่าแผนการตลาดเราสุดยอด ไงก็มีเงินจ่าย ไว้เดี๋ยวผมจะคำนวนให้ดูครับ ว่าแต่ละแผนสามารถจ่ายได้สูงสุดเท่าไหร่ ไม่นานเกินรอ6. เกลียดการอบรมสุดๆ
การอบรมของธุรกิจเครือข่ายหรือที่ใครๆ เรียกว่าประชุมนี่แล่ะครับ หลายคนบอกพี่ๆ หนูอ่ะไม่ไปได้ป่าว ไม่เห็นมีไรที่ต้องไปเลยน่าเบื่อมากๆๆ มีแต่เรื่องเดิมๆ มีคนถามผมจริงๆ ว่าทำไมต้องไปอบรม=.= คำตอบที่ง่ายมากคือไปหัดเรียนรู้ครับ แน่นอนถ้าคุณเป็นมือใหม่ในโลกธุรกิจเครือข่ายวิธีที่ง่ายที่สุดคือไปดูคนที่เค้าเคยทำแล้ว เค้าทำยังไง ง่ายๆ เหมือนเพื่อนๆ เป็น sale ขายรถ แน่นอนบริษัทต้องส่งเพื่อนๆ ไปเรียนเกี่ยวกับตัวสินค้า การแนะนำรถยนต์ การกำหนดเป้าหมาย เหมือนกันครับ -.- ไม่ว่าจะธุรกิจธรรมดา และ ธุรกิจเครือข่าย ก็ต้องการห้องอบรม หรืออะไรก็ได้ ที่สามารถถ่ายทอดวิธีการทำงานไปสู่อีกคนต่อไปเรื่อยๆ ลองไปถามพวกทำยอดเป็นแสนดิครับ T T เค้าจะสามารถทำงานได้เองเหรอครับ วิธีของเค้าคือสร้างทีมงานที่มีคุณภาพขึ้นมาลองยก ตัวอย่างเล่นๆ ถ้าเพื่อนๆ ทำธุรกิจเครือข่ายตัวนึง โห่ พึ่งเข้าใหม่เลย จะไปแนะนำคนที่บ้านหรือไปบอกรายละเอียด เอาง่ายๆ คุณแม่หละกาน ผมว่ามันก็ไม่ง่ายมากนะครับ ถ้าจะไปบอกเรื่องราวที่เรารับทราบมาแค่การไปฟัง 1 ครั้ง แล้วถ่ายทอดได้ครบถ้วน ลองไปถามอัพไลน์ที่รายได้เยอะๆ ถามง่ายๆ ครับเค้าผ่านมากี่เคสแล่ะ เคยไปสปอนเซอร์มากี่คน รับรองเป็นพันครับ กว่าจะมาวันนี้แล้วถามต่อทำไมต้องไปฟังหลายครั้ง ครั้งเดียวไม่ได้เหรอ ได้ครับ ถ้าเพื่อนๆ คิดว่าไปครั้งเดียวแล้วได้หมดเลย แต่ถ้าคิดว่ายังไม่พร้อม แนะนำไปอีกรอบครับ center ที่ดี เข้าฟรีครับไม่มีเก็บเงิน เรียนรู้ได้ทุกครั้งที่ต้องการครับ =.= อย่าว่าแล่ะครับ ธุรกิจเครือข่ายคือการใช้เครือข่ายผ่อนแรงให้คุณ ถ้า คุณต้องไปถ่ายทอดเรื่องราวทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว กับการใช้เครือข่ายช่วยถ่ายทอด แน่นอน เครือข่ายน่าจะเป็นเครื่องมือเบาแรงได้มากกว่ามีมากกว่านั้นหลายที่บอกว่า ผมแค่ใช้เวลา 2-3 นาทีโทรไปคุยกับทีมงานก็เรียบร้อยแล้ว ^^ แจ่มครับ ผมก็ใช้วิธีโทรไปติดตามประจำแล่ะครับ แต่ถ้าจะมั่นใจว่าลูกทีมเรามีศักยภาพถึงไหนแล้ว ไงการ meeting หรือ อบรมเล็กๆ ก็จำเป็นครับ ไม่งั้นบริษัท toyota บริษัท acer เค้าคงไม่อบรมพนักงานเกี่ยวกับการขายของของเค้าหรอกครับ7. เดือนแรกขอรวยโลด
อันนี้เป็นความเข้าใจผิดๆ ที่หลายท่านทำแล้วบอกว่า เอทำไมเดือนแรกรายได้หลักร้อยอยู่เลย - – มันก็มีครับที่บางคนสามารถแตะหลักเหมื่นและหลักแสน ได้ในเวลาไม่กี่เดือน -.- ข้อด้อยของธุรกิจเครือข่ายคือ รายได้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ลองคิดเล่นๆ ครับ วันนี้มีบริษัทนึงบอกเชิญท่านมาร่วมเครือข่ายแล้วให้เงินเดือน 2 หมื่นคงที่ ไม่มีขึ้น ผมว่าก็มีหลายคนสนใจนะ เพราะรายได้แน่นอน แต่ธุรกิจเครือข่ายรายได้พวกเราไม่แน่นอนครับ ขึ้นอยู่กับการใช้ของเครือข่ายและจำนวนคนในเครือข่ายเราจริงป่าวครับ แต่ ถ้าทีมเราเติบโต แน่นอนเราตั้งเป้าหมายได้ครับ ว่าจะรายได้สักเท่าไหร่ในเวลาเท่าไหร่ อย่างผมก็มีครับ ผมตั้งทีละขั้น 6 เดือนผมขอแตะหลักหมื่นให้ได้ แล้วค่อยไปอีกก้าวครับ ใจเย็นๆ อย่ารีบครับแล้วสรุปว่า จะมาทำธุรกิจเครือข่ายต้องทำใจไรบ้าง- ต้องมีการลงแรงครับ หมายถึง เพื่อนๆ ต้องตั้งใจครับ ไหนๆ จะมาทำแล้ว อย่าลืมครับตัวเองมาทำธุรกิจไม่ได้มาเล่นๆ เหมือนเรียนไปโดดไป =.=
- หมั่นเรียนรู้ครับ ใครมีเทคนิค ไรดี มีอะไรน่าสนใจ ผมว่า น่าสนนะ ผมชอบไปฟังพวกที่เค้ารายได้แสนกว่า เค้าทำยังไง มีไรที่น่ามาประยุกต์ใช้บ้าง
- หัดตั้งเป้าหมายเป็น ขั้นๆ ครับ 3 เดือนคิดจะมีรายได้เท่าไหร่ 6 เดือนเท่าไหร่ 1 ปี เท่าไหร่ ไม่ต้องแบบ เดือนแรกรวย
- เริ่มที่ตัวเพื่อนๆ เองครับ ไม่มีใครช่วยเพื่อนๆ ได้ดีเท่ากับตัวเอง อย่าต้องรอว่าจะเริ่มเมื่อมีคนอื่นช่วยๆ
- หัดแบ่งเวลาครับ แน่ นอนเพราะว่าเวลาส่วนนึง เพื่อนๆ ก็ต้องแบ่งไปให้ธุรกิจที่เพื่อนๆ ทำ วันนึงมี 24 ชม. ผมว่าแบ่งไม่ยากนะครับ ทำงาน 8 พักผ่อน 8 เหลืออีก 8 บางคนไม่เต็ม 8 เจียดมาสัก 1-2 ชม.ต่อวัน ก็ยังดี ^^
ขายตรง VS ธุรกิจเครื่อข่าย VS ธุรกิจเครือข่ายผู้บริโภค
หลายท่านฟังสามคำนี้แล้วยัง งงๆ ว่ามันต่างกันยังไง เอ ดูชื่อแล้วอันสุดท้ายนี่แปลกๆ ชะมัด
จริงๆ แล้วไม่ต้องแปลกใจครับ จริงๆ แล้วถ้าลองไปอ่านประวัติ MLM ที่ผมเคยเล่าจะสามารถแยกได้ดังนี้ครับ- ขายตรง อัน นี้ตรงตัวครับ เป็นการขาย โดยส่วนใหญ่ คำว่าขายตรงคือจะเน้นขายคนเดียว ยุกเริ่มแรกก็คือการขายของโดยการไปกดกริ่งตามบ้านแล้วโชว์สินค้าอ่ะครับ
- ธุรกิจเครื่อข่าย พัฒนา มาจากคำว่าขายตรงครับ แทนที่จะไปขายคนเดียว งานนี้เราไปเป็นทีมครับ สร้างทีมจำหน่ายสินค้าโดยอาศัยหลักการขายตรง ยิ่งเครื่อข่ายมากการจำหน่ายสินค้ายิ่งเป็นไปได้มาก
- ธุรกิจเครือข่ายผู้บริโภค อัน นี้พัฒนามาจากธุรกิจเครือข่ายอีกทีครับ แทนทื่เราจะไปขาย = = บางทีก็โดนปฏิเสธ จนเหนื่อยใจ เราก็ใช้แทนครับ คือถ้าบริษัทมีผลิตภัณฑ์อะไร เราก็ใช้สินค้าของเค้าแทนที่เราจะไปซื้อจากที่อื่น = = พูดง่ายๆ เปลี่ยนทีการซื้อสินค้าเป็นรายได้กลับคืนมา แน่นอนครับ ถ้าเราซื้อคนเดียว รอร้อยปีคงไม่มีรายได้ครับ เพราะซื้อใช้ให้ตายไงก็ไม่คุ้มกับรายจ่าย ธุรกิจเครื่อข่ายผู้บริโภคก็คือ การที่เราสร้างการเครือข่ายการใช้สินค้าขึ้นมาแทนการขาย ข้อดีคือ ทำง่ายกว่าขายครับ เน้นซื้อของใช้ที่เราจำเป็นที่บริษัทมีจำหน่าย
ตัวอย่าง ง่ายๆ ครับ ผมร่วมงานกับ Aimstar ผมก็ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Aimstar ครับ = = แน่นอนไม่ได้ใช้หมดทุกอย่างครับ พวกเครื่องสำอางค์ ลิปติก ผมจะไปใช้ไมเนี่ย 55 เบี่ยงเบนพอดี ผมก็ใช้พวกของใช้ในบ้านครับ ยาสีฟัน เจลอาบน้ำ อาหารเสริมน้ำมันจมูกข้าว แล้วถามต่อผมใช้แต่ของ Aimstar รึป่าว ก็ ไม่ใช่ครับ เพราะ Aimstar ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ครบหมดทุกอย่าง อันไหนไม่มีเช่น กระดาษทิชชู่ ผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผมก็ซื้อจกาพวก Lotus ทั่วไปแล่ะครับ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทที่เราปกติใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วการซื้อสามารถสร้างผลตอบแทนคืนมาได้จากเครือข่ายของเราครับ ผลตอบแทนเป็นยังไง ไว้มาต่อตรงแผนธุรกิจครับ ^^
ทำไมถึงสนใจธุรกิจเครือข่าย
ธุรกิจเครือข่ายดีจริงหรือ ?
หลายคนสงสัยครับ วิศวกรอย่างผมทำไมถึงสนใจธุรกิจเครือข่าย ทำไมถึงมาทำ มันดีจริงเหรอ ผมเองก็เคยทำธุรกิจมาหลายอย่างทั้งเปิดโมเดลลิ่ง เปิดร้านเหล้า import เสื้อผ้ามาขาย ลงทุนในตลาดหุ้น ลองดูมุมมองผมต่อธุรกิจเครือข่ายดูไหมครับว่ามันต่างจากเพื่อนๆ ยังไง
- ธุรกิจเครือข่าย ถ้าเทียบกับการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ผมว่ายังต่ำมากครับ ถึง จะรวมค่าเข้าประชุม ค่าสมัคร ค่าโน้นนี่ ยังไงก็ไม่เท่ากับการทำธุรกิจจริงๆ จัง แน่นอนครับ ตอนผมทำขายเสื้อผ้า ผมต้องมีค่าใช้จ่ายในการบินไปดูตลาดที่จีน ค่าเปิดร้าน ค่า shipping ค่าโฆษณาโปรโมตเวป เพราะผมขายผ่านเวปด้วย ตอนนั้นๆ รวมๆ ค่าใช้จ่ายที่ผมจดไว้ประมาณเกือบแสนครับ = = ตอนเปิดร้านเหล้าไม่ต้องพูดถึงครับนั้นไปถึงหลักหลายแสน T T
- เป็นธุรกิจถูกกฎหมายครับ เพื่อนๆ สามารถตรวจสอบกับ สคบ. ได้ว่าบริษัทที่เพื่อนๆ สมัครมันผ่านการพิจารณาจาก สคบ. หรือไม่
- ธุรกิจเครือข่ายที่ดี สร้างการทำงานเป็นทีมครับ อย่าง น้อยๆ ธุรกิจนี้สอนให้คุณทำงานกับคนจำนวนมาก การทำงานเป็นทีม การวางแผน ก็เหมือนกับการทำธุรกิจเราดีๆ นี่เองครับ ไม่เคยมีใครสำเร็จในธุรกิจนี้ โดยทำงานเพียงแค่ตัวคนเดียว
- สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อทำอย่างถูกวิธี (หลายคนต้องบอกว่า ทำแล้วเลิกแล้วมาหลายครั้ง) ไว้เรามาต่อกันครับ
- ท้าทายครับ ยิ่ง ได้ยินว่าคนบอกว่าทำไงก็ไม่สำเร็จ ยิ่งทำให้ผมอยากทำครับ อยากรู้จริงๆ เลย มันเป็นยังไง ทำไมหลายคนมองภาพลักษณ์แย่ ใครเป็นนักธุรกิจ คำว่าท้าทาย นี่ เป็นคำแรกๆ ที่อยากเจอครับ
- มีคนเคยทำสำเร็จครับ แน่นอนครับ ถ้าไม่มีใครเคยทำเงินจากธุรกิจนี้ได้ผมคงไม่มาทำครับ เพราะคาดการณ์ได้ว่าหลอกลวงชัวร์
- ตลาดครับ ตลาดธุรกิจเครือข่าย เติบโต ต่อเนื่องทุกปี ลองแวะไปดูข้อมูลจากสมาคมขายตรงแห่งประเทศไทยได้ครับ
- ผมต้องการสะสมเงินทุนไปทำธุรกิจที่ผมสนใจครับ โดยเฉพาะ ธุรกิจ Recycle ซึ่งผมวางแผนจะเปิดโรงงาน Recycle ที่ประเทศไทยยังไม่มีอีกสัก 3-5 ปีข้างหน้าครับ
- สร้างรายได้เพิ่มครับเหมือนเป็นยางอะไหล่ของตัวเอง ถ้ามีเวลาว่างๆ ผมจะหาโอกาสหาแหล่งรายได้อื่นๆ เสมอๆ แถมยังฝึกการวางแผนชีวิตให้กับตัวเองครับ ผม เองกำหนดเป้าหมายให้ตัวเองทุกปีครับ ว่าปีๆ นึง เราจะก้าวไปด้านไหนบ้าง ทั้งงานประจำ และงานที่ทำอื่นๆ = = ทำได้หรือป่าวนี่อีกเรื่อง 55
แล้วทำไมหลายคนล้มเหลวในธุรกิจนี้ ไว้เรามาต่อกันครับ
ตรวจสอบบริษัทขายตรงได้ที่ไหน…
ในประเทศไทยเราก็มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของขายตรงอยู่นะครับ ไม่ใช่ใครที่ไหน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. นั้นเองครับ
วิธีตรวจสอบก็ง่ายๆ ครับ เข้าไปตาม link นี้ http://www.ocpb.go.th/list_CLine.asp
จากนั้นก็ใส่ชื่อบริษัทฯ ที่เพื่อนๆ ต้องการค้นหาลงไป มันก็จะโชว์มาเลย ว่าบริษัทที่ เพื่อนๆ จะร่วมงานด้วย ผ่านการพิจารณาจาก สคบ. หรือยัง
ธุรกิจลูกโซ่ เป็นแบบไหน ?
ธุรกิจลูกโซ่
ธุรกิจลูกโซ่นั้น เป้าหมายหลักๆ ในการทำธุรกิจไม่ได้มุ่งเน้นขายสินค้าครับ แต่จริงๆ คือการะดมทุนครับ โดยมีผลตอบแทนที่มากกว่ามูลค่าที่ลงทุนไปอย่างมาก โดยส่วนใหญ่บริษัทลักษณะนี้จะแจ้งให้ผู้สมัครว่า บริษัทจะนำเงินไปลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ต่อไปเพื่อปันผลให้กับสมาชิก ถ้าเพื่อนๆ พอจะจำได้ที่เกิดขึ้นดังๆ เมื่อปีที่ผ่านมา ก็ก๊วยเตี๋ยวเรือบางกอกไงครับ ที่บอกว่าจะนำเงินไปทำรถขายก๊วยเตี๋ยวให้คนเช่าขาย โดยเราจะลงทุนในส่วนของตัวรถเข็น สุดท้ายก็เหมือนๆ ลูกโซ่ทั่วไป เจ้าของหนีแซ่บ บริษัทพวกนี้มักจะปิดตัวหนีไปเมื่อได้เงินทุนตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้ว หรือไม่ก็ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับสมาชิกได้อีกแล้วครับ
ลักษณะการหาสมาชิกของธุรกิจลูกโซ่
- โดยทั่วไปเริ่มต้นจากคนใกล้ชิดครับ การ หาสมาชิกก็ส่วนใหญ่สร้างภาพเกือบหมด หว่านล้อมต่างๆ ว่าดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ เนื่องจากสมาชิกแรกๆ เป็นคนใกล้ชิดเลยสามาถสร้างภาพให้คนทั่วไปเห็นว่ามันดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้ได้ไม่ยาก
- ส่วนใหญ่ผู้เสียหายจะเป็นคนที่เข้ามาในตอนหลังครับ เพราะเวลาธุรกิจปิดตัวลงพวกระดับสูงๆ เก่งมากครับ หายแว๊บตามตัวไม่เจอ = = สุดยอดเลย จะมาตามตัวจากระดับบผู้นำก็ยาก เพราะพวกนี้จะบ่ายเบี่ยงว่าไม่ได้ทำ เพราะหลักฐานการทำส่วนใหญ่ถูกทำลายไปแล้ว
ประเภทของแชร์ลูกโซ่
- ระบบปิรามิด (Piramid System) : ระบบนี้เน้นการหาสมาชิกเข้าสู่ธุรกิจ โดยรายได้ของคนก่อนจะเกิดจากการหาสมาชิกของคนใหม่ คือต้องเน้นหาสมาชิกเข้าสู่ระบบอย่างเดียว แล้วต่างจาก ธุรกิจเครือข่ายยังไง ง่ายๆ ครับ ธุรกิจเครือข่ายถึงแม้ไม่มีใครเข้ามาใหม่ก็ยังสามารถสร้างรายได้เกิดขึ้น เพราะเน้นขายสินค้าหรือใช้สินค้าเองมากกว่าเน้นจำนวนคนที่สมัคร ถึงแม้เดือนนั้นๆ คนที่ทำธุรกิจเครือข่ายจะไม่สามารถหาคนเข้าร่วมได้ ก็ยังสามารถมีรายได้ตามปกติ
- ระบบลูกโซ่แบบรู้จบ (Enless Chain System) : ระบบนี้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ดี ๆ แต่มีการจบของระบบ คือ การ ที่สมาชิกเข้ามาก่อนสามารถรับผลประโยชน์จากสมาชิกที่เข้ามาใหม่ แต่จำกัดลำดับขั้น ถ้าสิ้นสุดขั้นที่กำหนดก็ไม่มีสิทธิ์รับผลประโยชน์อีก สมาชิก ในระดับถัดลงไปก็ขึ้นมารับผลประโยชน์ต่อเป็นรายต่อไป รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากสมาชิกที่เข้ามาใหม่ แต่กำหนดลำดับอย่างชัดเจน คือ เมื่อเข้ามาครั้งแรกต้องจ่ายให้กับลำดับที่เพิ่งจะมีรายได้ จนกว่าลำดับตัวเองจะถูกดันขึ้นไปรับผลประโยชน์ ข้อสังเกตก็คือระบบนี้ สมาชิกที่มาภายหลังจะเริ่มไต่อันดับขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะฐานคนจะเริ่มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ การหาสมาชิกจะไม่ทันท่วงทีของการที่จะรับรายได้
- ระบบลูกบอลหิมะ (Snow Ball System) : ระบบนี้ฟังแล้วน่ารักมาก 55 นึกว่าไปเล่นสกี ระบบนี้คล้ายกับการ Trading ระบบเงิน คือ การลงหุ้นในด้านการเงินแล้วแต่สัดส่วนที่จะลงทุน ลงน้อยได้ผลตอบแทนน้อย ลงทุนมากได้ผลตอบแทนมากตามสัดส่วน การ จ่ายผลประโยชน์มีเป็นงวด ๆ ดังนั้น จะใช้เงินของนักลงทุน มาจ่ายให้กับคนที่ลงทุนก่อน หมุนเวียนไปเรื่อย ๆ จนกว่ารอบที่สัญญาจะหมดไปคล้าย ๆ กับลูกหิมะที่ตกจากภูเขาสูงจะหมุนตัวจากลูกเล็ก ๆ จนเป็นก้อนหิมะยักษ์ที่ถล่มหมู่บ้านให้พังพินาศได้เป็นแถบ ๆ
- ระบบเกมการเงิน (Money Game System) : ระบบเกมการเงิน คือ การใช้เงินต่อเงิน แต่มีเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยน เช่น การสมัครเข้ามาต้องจ่ายเงินให้ผู้แนะนำและหาสมาชิกให้ได้เท่าไหร่จึงจะมีค่าตอบแทน และการแตกตัวของสมาชิกในเครือข่ายก็จะส่งผลประโยชน์ให้กับสมาชิกระดับสูง ตลอดไป ซึ่งระบบนี้จะมีลักษณะแผนและการตอบแทนใกล้เคียงกับระบบ MLM มาก แต่ไม่มีสินค้าเท่านั้นเอง ใช้เงินต่อเงินเลย หรือบางครั้งอาจใช้สินค้าชิ้นเล็ก ๆ บังหน้า หรืออาจเป็นบัตรส่วนลด บัตรอภิสิทธิ์ต่าง ๆ เช่น ระบบ Pentagono ที่มีคนนำมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อปลายปี 41 จากประเทศอิตาลี เป็นต้น
- ระบบแชร์ลูกโซ่แบบไบนารี่ : กลายพันธุ์ จริง ๆ แล้วระบบไบนารี่ เป็นระบบการตลาดใน MLM ระบบ หนึ่ง แต่การนำเอาระบบไบนารี่ไปปรับปรุงเป็นแชร์ลูกโซ่นั้นทำได้ง่ายมากกว่าระบบ อื่น เนื่องจากระบบไบนารี่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจ คือ หาสมาชิกแล้วแบ่งซ้าย ขวา เพื่อให้เท่า ๆ กัน ซึ่งเมื่อแปลงระบบการจ่ายเงินโดยมีสินค้าบังหน้าเล็กน้อยก็สามารถใช้เป็นระบบแชร์ลูกโซ่ได้อย่างแนบเนียนทีเดียว
- เริ่มที่ค่าสมัครที่ค่อนข้างสูง หมายถึงการจะเข้ามาเป็นสมาชิกของบริษัท ผู้สมัครต้องจ่ายเงินที่ค่อนข้างสูงและถูกบังคับให้ซื้อสินค้าพร้อมกับการสมัคร บางแห่งอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท ขณะที่บางแห่งสูงกว่า 10,000 บาท ในขณะที่ระบบ MLM ที่แท้จริงไม่มีการบังคับซื้อ
- ไม่ได้สนใจขายสินค้า แต่การแนะนำเข้าร่วมธุรกิจจะบอกหรือเน้นอยู่ที่การหาคนเข้ามาสมัคร จะมีส่วนแบ่งรายได้ว่าหามากี่คน จะได้ไปกี่พัน กี่หมื่น หรือกี่แสนบาท ขณะที่ MLM เป็นการสร้างธุรกิจเพื่อขายสินค้า และสร้างองค์กรเพื่อให้เกิดการขายอย่างกว้างขวางขึ้น เพราะ ต่อให้ในธุรกิจเครือข่ายลูกทีมของคุณมีเป็น 1,000 คนแต่ไม่ม่การสร้างการขายหรือการใช้สินค้า เครือข่ายของคุณก็จะไม่เติบโตอย่างแน่นอน
- การจ่ายผลประโยชน์หรือคอมมิสชั่น มาจากส่วนแบ่งการล่าคนเข้ามาในระบบที่วางกฎบังคับซื้อสินค้า ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการบริโภค แต่แท้ที่จริงแล้วสินค้าเป็นแค่ฉากบังหน้า และเป็นเครื่องมือดึงเงินเข้าระบบ เพราะหากไม่มีการบังคับซื้อก็ไม่สามารถจ่ายค่าหัวคิวเป็นทอด ๆ ได้ ทำให้ระบบเดินต่อไปไม่ได้และล้มไปในที่สุด ขณะที่ MLM มีรายได้จากการขายสินค้าหรือยอดขายสินค้าที่เกิดขึ้นในองค์กร ทั้งหมดนี้เป็นหลักใหญ่ในการพิจารณาดูว่าบริษัทไหนเข้าข่ายเป็นระบบพีระมิด หรือแชร์ลูกโซ่หรือไม่ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจไม่ใช่สาระสำคัญมากนักในการพิจารณา
ที่มา
การกู้ยืมเงินและการกู้ยืมอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน
รวบรวมโดย
พ.ต.ท. สมศักดิ์ ณ โมรา รอง ผกก.กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.สงขลา
คราวนี้เราลองมาเปรียบเทียบธุรกิจเครือข่ายกับธุรกิจลูกโซ่ ซัก 1 แบบ เอาแบบพิระมิดแล้วกันนะครับ ว่ามันจะแตกต่างกันยังไง
การตลาดแบบเครือข่าย | ระบบปีรามิด แชร์ลูกโซ่ |
1. ค่าธรรมเนียมเริ่มต้นทำธุรกิจ จะใช้เงินทุนต่ำ โดยเป็นค่าสมาชิกและชุดคู่มือทำธุรกิจเท่านั้น | 1. ค่าธรรมเนียมในการสมัครสมาชิกใช้เงินทุนสูง ผู้สมัครถูกหลอกให้จ่ายค่าฝึกอบรม |
2. มีสินค้า หลากหลายชนิด และมีคุณภาพสูง บริษัทฯใช้งบประมาณการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สูง | 2. สินค้าที่มีคุณภาพ มีคุณภาพต่ำ สินค้ามีเพื่อบังหน้าในการระดมทุนเท่านั้น |
3. บริษัท มีการรับประกันคุณภาพและความพึงพอใจ | 3. ไม่มีนโยบายรับคืนสินค้า เพราะอาจทำให้ระบบปีรามิดล่มสลายได้ |
4. ตระหนักถึงการ ดำเนินธุรกิจระยะยาว มักมีหลายสาขา | 4. มักไม่มีสาขา เริ่มต้นทำธุรกิจเพียง คนไม่มีคนที่อยู่บนยอดปีรามิด |
5. มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในการดำเนินธุรกิจ มีข้อบังคับข้อห้ามในการกักตุนสินค้า | 5. ไม่มีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ไม่มีข้อห้ามในการกักตุนสินค้ายิ่งซื้อมากยิ่งมีกำไรมาก |
6. เป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรงจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค | 6. เป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมายไม่สามารถ จดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง จากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค |
ที่มา สมาคมการขายตรงไทย
แน่นอนเลยครับ การจะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพราะหลายๆ ท่าน ก็คงจะสังเกตุมีหลายคนทำขายตรง แต่เท่าที่เพื่อนๆ จำได้ มีไม่ถึง 50% ที่ได้รายได้ตามที่เพื่อนๆ เคยได้ยินมา ปัจจัยมีหลายอย่างที่จะประสบความสำเร็จ แต่อย่างน้อยๆ ปัจจัยหลักๆ ที่เพื่อนๆ เองสามารถกำหนดได้ เช่น การเลือกบริษัท แนวโน้มของบริษัท เป็นองค์ประกอบง่ายๆ ที่สามารถทำให้เพื่อนๆ แน่ใจในระดับนึงได้ว่าที่เลือกมาจะทำให้เกิดความสำเร็จในอนาคตได้
หลังจากไปค้นคว้ามา ผมพอสรุปรวมๆ ได้ครับ ว่าการเลือกธุรกิจเครือข่ายหรือขายตรง จะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมดังนี้
- บริษัทต้องมีความมั่นคง มีความแข็งแกร่งในฐานะการเงิน : แน่นอนเลยครับ – - หากไม่มีคุณสมบัติข้อนี้ ผมคิดว่าเสียแรงป่าวเลยที่จะทำ พอไปได้ถึงจุดนึง บริษัท ล้ม มัน จะเหมือนที่เพื่อนๆ สร้างมานี่พังทลายไปได้ในวันเดียว ฉะนั้น ตรวจสอบ Profile ของบริษัท เป็นอะไรที่ง่ายมากๆ ตรวจสอบได้ไง เดี๋ยวผมมาบอกต่อครับ
- ผลิตภัณฑ์ของบริษัท : ตามที่ผมเคยกล่าวไปเกี่ยวกับประวัติธุรกิจเครือข่าย หรือ ขายตรง ชื่อก็บอกว่าขายตรงครับ เป็นการกระจายสินค้าจากบริษัทไปยังผู้ใช้โดยตรงโดยอาศัยทีมงานของเครือข่าย ไม่ผ่านรูปแบบการตลาดอื่นๆ เช่นการเปิดหน้าร้าน การขายส่ง เป็นต้น การจะสามารถกระจ่ายสินค้าไปได้นั้น สินค้าต้องดีครับ ต้องดีกว่าหรืออย่างน้อยเทียบเท่ากับของที่มีอยู่ในตลาด หาก จะดีบริษัทควรมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครับ อย่างเช่น อาหารเสริม, ของใช้ภายในบ้าน, Cosmetic, Skin Careซึ่งของใช้ภายในบ้านเป็นหมวดที่ผมชอบมากๆ เพราะซื้อได้บ่อย เกือบทุกโอกาส ไหนจะปีใหม่แจกคนที่ทำงาน เพื่อนขึ้นบ้านใหม่ ^^ ที่สำคัญควรมีรับประกันความพอใจในสินค้าครับ
- จังหวะเวลา : อันนี้สำคัญครับ ตามสถิติที่เค้าว่ากันมา บริษัทธุรกิจเครือข่ายที่มี % ทำให้คนในองค์กรประสบความสำเร็จสูง ต้องอยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือขาขึ้นครับ ทุกคนคงสงสัยว่า ช่วงต้นเป็นไง ช่วง ต้นก็ตามความหายเลยครับ หมายถึง บริษัทพึ่งเปิดตัว โดยองค์ประกอบ 2 อย่างแรกที่ดี ส่วนขาขึ้น นี่หมายถึง เมื่อบริษัทมีองค์ประกอบที่ดี ธุรกิจก็จะเติบโต หมายถึง คนเริ่มสนใจในบริษัท บริษัทเริ่มเติบโตแบบก้าวกระโดด ช่วงนี้เรียกว่ายุคทองเลยครับ แล้วถามว่าจะรู้ได้ไงบริษัทอยู่ในช่วงนี้ โดย ปกติช่วงต้นและช่วงขาขึ้น จะมีระยะเวลาประมาณ 10 ปีครับ หมายถึง ในช่วงตั้งแต่บริษัทเปิดถึงปีที่ 10 แนวโน้มที่ทำแล้วจะสำเร็จมีมากกว่า ช่วงอื่นๆ ในทางกลับกันช่วงไหนหละครับที่ไม่น่าทำแล้ว ก็คือช่วงเริ่มอิ่มตัวหละครับ เป็นไงครับอิ่มตัว ตรงตัวเลยครับ ช่วงที่คนส่วนใหญ่รู้จักบริษัทนี้อย่างนี้แล้ว เกือบ 80% เคยผ่านการชักชวนหรือเคยทำธุรกิจนี้มาแล้ว ไม่ใช่ว่าทำช่วงนี้จะไม่สำเร็จนะครับ หมายถึง % มันจะน้อยกว่า 2 ช่วงแรก แต่อย่างที่บอกครับมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย อันนี้เป็นแค่สถิติที่บอกเราให้คอยสังเกตุเฉยๆ ครับ สำเร็จหรือไม่ ต้องพูดยาวครับ
- แนวโน้มของตลาด : อันนี้หมายถึง ในอนาคตผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เราเลือกนั้น ยังสามารถทำการตลาดอยู่ได้หรือป่าว กล่าวคือ ยังขายได้หรือไม่ในอนาคต = = ถ้าขายไม่ได้ ใช้ไม่ดี อันนี้ต้องน่าคิดหนักครับ แล้วผลิตภัณฑ์ไหนที่จะมาแรงในอนาคต ง่ายๆ เลยครับช่วงนี้คงหนีไม่พ้น สินค้าจำพวกสุขภาพ เพราะ คนส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงข้อนี้ พยายามดูแลตัวเอง มากขึ้นกว่าแต่ก่อน สังเกตุง่ายๆ ครับ ช่วงนี้เราจะเห็นอาหารเสริมโน้นนี่ออกมากันให้ควัก แล้วผมเชื่อว่าในอนาคตก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกัน
- แผนการตลาดครับ : หรือที่ใครๆ เรียกกันว่า แผนธุรกิจ อ่ะครับ มีหลายแผนหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่ที่เคยพบจะเป็นแบบ metrix และแบบ Binary ซะส่วนใหญ่ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ไว้จะมาเล่าต่อครับ แผนการตลาดนี่ก็เป็นปัจจัยนะครับ ต้องดู (ถึงแม้จะยากหน่อย) ในการที่จะวิเคราะห์ว่าจะคุ้มไม่คุ้ม ไว้ผมจะมีแนวทางมานำเสนอครับ แล้วแบบลูกโซ่มันเป็นไง ง่ายมากครับ แค่หาคนบางที่บอกหามาได้ 5 คนสมัครแล้วจ่ายคือให้ 3000 บาท แล้วเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ อันนี้ต้องระวังอีกอย่างครับ วิธีดู ผมจะไปค้นคว้าต่อครับ
- ทีมงาน : หลายคนคิดว่าไม่มีส่วน แต่ทีมงานนี่แล่ะครับเรียกว่าสำคัญ มากๆ อาจจะสำคัญกว่าไรทั้งหมดที่ว่ามา เพราะ เพื่อนๆ จะประสบความสำเร็จได้หรือไม่ ชื่อก่อบอกแล้วครับธุรกิจเครือข่าย มันทำคนเดียวไม่ได้ มันต้องอาศัยคนจำนวนมาก แล้วการดูแลหรือฝึกคนจำนวนมากๆ เนี่ยถ้าไม่มีทีมงานที่ดี เพื่อนๆ คิดว่าไงครับ – - เล่ะ ครับ ปัญหาของ MLM หลายท่านอาจจะคิดว่า ปัญหาการหาคนมาสมัครแต่ป่าวเลยครับ ปัญหาหลักจริงๆ คือ การทำให้คนที่สมัครอยู่กับทีมเราไปนานๆ ครับ ทำไงครับให้เค้าอยู่กับเราไปนานๆ อย่างแรกเค้าต้องรู้สึกก้าวหน้าครับ อันนี้ไว้จะเล่าในโอกาสต่อไปว่าทำอย่างไร โชคดีครับผมได้อยู่ในทีมงานดี เลยรู้สึกว่าไม่ค่อยมีปัญหาในส่วนนี้ แถมทีมงานเอง บ้านอยู่ใกล้ๆ กันครับ นัดไรกันง่าย
- ผู้บริหาร : หากบริษัทที่เพื่อนๆ ทำมีผู้บริหารที่ไม่ดี ไม่มีวิสัยทัศน์จะเกิดไรขึ้นครับ ยกตัวอย่าง ง่ายๆ ได้รายได้เข้าบริษัทมาไม่เคยพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเลย หรือไม่ก็ไม่เคยคิดค้นสินค้าใหม่ๆ ที่เหมาะกับตลาดออกมา นึกภาพดิครับทำมา 10 ปี สินค้ามีเท่าไหร่ก็มีเท่านั้นไม่เคยเพิ่มขึ้น แถมคุณภาพทำไปทำมา ดันแย่ลง – - จบข่าวครับ
หลายคนสงสัย MLM เนี่ยเริ่มแรกเดิมทีมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ผมเองได้ไปค้นคว้ามาจนเจอผู้เชี่ยวชาญอย่าง http://www.alisio.com/ ว่า ธุรกิจเครือข่ายเนียเริ่มแรกเดิมทีเกิดขึ้นพอๆ กับที่พวกเราเกิดมาบนโลกใบนี้แล่ะครับ -.- เพราะแต่ก่อนคนเราเองยังไม่ได้ใช้เงินก็ใช้วิธีเอาของไปแลกระหว่างกันโดยตรง
แต่ที่พอจะเป็นแบบแผนสำหรับธุรกิจเครือข่ายในปัจจุบันเนี่ย เกิดเมื่อประมาณ
- ปี ค.ศ. 1740 ครับ โดยสองพี่น้อง Edward และ William Pattison ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้จากตะกั่ว ได้ทำการเร่ขายสินค้าไปตามบ้าน (ในลักษณะการขายตรง) โดยจะเดินทางในรถลากเล็กๆบรรทุกสินค้าไปขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งเรียกว่า Yankee Peddler
- ปี ค.ศ. 1868 เกิดบริษัทขายตรงที่ขายสินค้าเครื่องเทศตามบ้านและสินค้าอาหาร ชื่อ Watkins Company
- ระบบขายตรงเริมเป็นรูปร่างจริงๆ เนี่ยประมาณ ปี ค.ศ. 1906 โดย Alfred Fuller ซึ่งอยู่ที่เมือง New Britain ในมลรัฐ Colorado ได้ก่อตั้งบริษัท Fuller Brush Company ซึ่งเริ่มทำการขายตรงแบบ Door-to-door ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มรูปแบบการขายตรงสมัยใหม่
- อย่างไรก็ดีก่อน ปี 1950 การขายตรงส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะ Party Plan คือการตลาดผลิตภัณฑ์โดยการจัดแสดงและเป็นเจ้าภาพในงานปาร์ตี้หรืองานทาง สังคมต่างๆ โดยใช้งานสังคมต่างๆนั้นเป็นจุดแสดงและสาธิตสินค้า โดยให้ผู้ที่เข้าร่วมงานได้เห็นการสาธิตสินค้าและการทดลองสินค้าจริง แล้วก็รับรายการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าโดยตรง เพื่อจัดส่งสินค้าให้ต่อไป
- ปี ค.ศ. 1959 Rich Devos และ Jay Van Andel ได้ก่อตั้งบริษัทจัดจำหน่ายสินค้าที่หลากหลายโดยใช้รูปแบบ MLM หรือการตลาดขายตรงหลายชั้น ซึ่งต่อมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน MLM ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมาก มียอดขายทั่วโลกกว่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีตัวแทนจำหน่ายอิสระเป็นล้านคนทั่วโลก ปัจจุบัน Amway ถือเป็นบริษัท MLM ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในโลก
ปัจจุบันก็มีบริษัทที่นำวิธีการทางการตลาดแบบ MLM ไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ได้มีการแพร่ระบาดของระบบที่เรียกว่า Pyramids หรือปิระมิด หรือการตลาดลักษณะที่เป็นแบบลูกโซ่ มีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะที่หลอกลวงผู้บริโภคโดยการรับสมัครคนเข้ามา สู่ระบบ และเสียเงินเพื่อการสมัคร มากกว่าการขายสินค้า ซึ่งในบางครั้งจะทำให้เป็นระบบที่เรียกว่า การเล่นเงิน Money game ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
ที่มาของบทความ จากเว็บไซต์ http://www.kaito-diary.com//
หลายคนสงสัยเกี่ยวกับคำว่า MLM หรือที่หลายๆ คนรู้จักในภาษาไทยว่า ธุรกิจเครือข่าย ครับ MLM ครับเป็นคำย่อมาจากคำว่า Multi Level Marketing หรือถ้าเรียกกันง่ายๆ ก็คือ Network Marketing เป็นหลักทางการตลาดอย่างนึงครับ ที่ใช้คนส่วนมากในการกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยตรง โดยผู้ที่เข้าร่วมครับจะได้ผลตอบแทนครับ อาทิ การแนะนำสินค้า การให้ผู้บริโภคอื่นๆ มาเป็นผู้ร่วมจำหน่ายสินค้า โดยแบ่งผลตอบแทนเป็นขั้นๆ ลงไปครับตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดขึ้น
ดังนั้นหน้าที่หลักในกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคตั้งแต่ การโฆษณาสินค้า หาตัวแทนจำหน่าย จัดจำหน่าย การขาย ขนส่งไปจนถึงผู้บริโภค จะมีผู้ร่วมธุรกิจเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก โดยทำหน้าที่ต่างๆกันไป ทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางการตลาดที่มีศักยภาพสูงมากและมีความรวดเร็วในการกระจายสินค้าสูง และเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนในการเริ่มต้นที่ต่ำอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ดังนั้นหน้าที่หลักในกระจายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคตั้งแต่ การโฆษณาสินค้า หาตัวแทนจำหน่าย จัดจำหน่าย การขาย ขนส่งไปจนถึงผู้บริโภค จะมีผู้ร่วมธุรกิจเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก โดยทำหน้าที่ต่างๆกันไป ทำให้เกิดการขับเคลื่อนทางการตลาดที่มีศักยภาพสูงมากและมีความรวดเร็วในการกระจายสินค้าสูง และเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนในการเริ่มต้นที่ต่ำอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ที่มาของบทความ จากเว็บไซต์ http://www.kaito-diary.com//“
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
แสดงความคิดได้เลยครับ